<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364</id><updated>2011-07-30T16:14:29.350-07:00</updated><category term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><category term='peace'/><category term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>ของขวัญบทความ</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>11</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-6518194197631056557</id><published>2009-08-04T19:11:00.000-07:00</published><updated>2009-08-04T19:15:53.675-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><title type='text'>หัวใจนักรบ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snjq1PwTe2I/AAAAAAAAAF4/XuBFK7VIHvo/s1600-h/PB_14_10187.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snjq1PwTe2I/AAAAAAAAAF4/XuBFK7VIHvo/s320/PB_14_10187.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366297156495047522" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บททดสอบ ... หัวใจนักรบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ธนัญธร เปรมใจชื่น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๕ มกราคม ๒๕๕๒&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ปี ใหม่ เป็นช่วงเวลาที่เรามักคิดถึงการเริ่มต้นสร้างสรรค์ความดีงามบางอย่างในชีวิต ฉันก็เช่นกัน ปีใหม่นี้ฉันมีเวลาได้ใคร่ครวญตนแทนการสังสรรค์เช่นปีผ่านๆ มา ปีที่แล้วมีเรื่องราวมากมายที่ไหลบ่าเข้ามา หลายเรื่องราวสะกิดเตือนผู้คนถึงความยากที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ก่อเกิดแรงบันดาลใจอันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ในความรับรู้ที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“จะนำพาผู้คนสู่วิถีแห่งความสุขและการวิวัฒน์ของจิตวิญญาณให้มากที่สุดเท่า ที่จะทำได้ ด้วยช่องทางที่กว้างขึ้น เข้าถึงได้ง่ายขึ้น” ฉันบอกกับตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;งานแรกของปีเริ่มต้นขึ้นด้วยความตื่นเต้น แม้จะทำกระบวนการมามากเท่าไรก็ตาม ฉันกลับรู้สึกว่าแต่ละงานนับแต่นี้ จะพิเศษกว่าที่ทำผ่านมาและมีบางอย่างคอยท่าฉันอยู่ บางอย่างที่เป็นการเติมเต็มแก่จิตวิญญาณฉันเอง มิตรที่ฝึกตนมาด้วยกันยังแซวบ่อยๆ ว่า ... “โดนแน่ เตรียมใจไว้ได้เลย” ... แล้วก็โดนจริงๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ประเดิมกับงานแรก เป็นการจัดกระบวนการให้กับครูอาจารย์จากทั่วประเทศเกือบสองร้อยคน งานนี้หินทั้งในมุมของปริมาณผู้เข้าร่วมที่จำนวนมากยากแก่การเข้าถึงถ้วน ทั่วแล้ว การทำกระบวนการเรียนรู้ให้คนอาชีพครูนี่ไม่ง่ายเลย คนจัดงานถึงกับออกตัวบอกกล่าวไว้ก่อนงานเริ่มว่า ... “พวกครูอาจเข้าร่วมไม่ครบนะ” เพราะเป็นอย่างนี้ทุกปีที่จัดงาน ฉันรับทราบพร้อมบอกกับตนเองว่า เราจะดูแลคนที่เข้าร่วมให้ดีที่สุด บอกทีมและตนเองให้เตรียมชุดที่เรียบร้อยที่สุด และสุภาพที่สุดสำหรับงานนี้ ฉันอยากให้เราช่วยกันดูแลผู้คน งานนี้ฉันขุดกระโปรงที่ดูมีอายุ สีขรึมออกงานทุกวันเลย แต่แค่เริ่มวันแรก พอพิธีเปิดงานจบลง เราก็เหลือครูอยู่เข้าร่วมประมาณร้อยกว่าคนนิดๆ ส่วนตัวแล้วฉันไม่ได้คิดเรื่องนี้เลยในตอนแรก เพราะพยายามหล่อเลี้ยงตนเองให้เป็นปกติในการดำเนินกิจกรรม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้จะสังเกตเห็นอยู่ว่า มีครูแวบหายเป็นช่วงๆ แต่ฉันและทีมงานก็เห็นพ้องกันว่า กิจกรรมได้รับความสนใจดีจากผู้ที่อยู่ร่วม มีครูหลายคนเข้ามาสอบถามเพิ่มเติม วันที่สองเนื้อหาเข้มข้นขึ้น เริ่มมีเรื่องที่ไปสะกิดตัวตนของผู้คน ฉันเริ่มเห็นว่าคล้ายเป็นราวกระแสน้ำใต้ดินที่รอโอกาสปะทุ ฉันจึงเตรียมไว้ว่า คืนนี้จะเปิดพื้นที่สำหรับคำถามเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ตลอดจนความติดขัดใดๆ ถ้ามี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ก่อนจะถึงช่วงเวลาที่เตรียมไว้ ระเบิดก็แตกก่อนเวลาที่คิด นั่นแปลว่ามันไม่ใช่ระเบิดที่เราเตรียม มีการติดต่อขอใช้เวลาประชุมครูครึ่งชั่วโมงก่อนเริ่มกระบวนการเรียนรู้โดย ครูในกลุ่มนั่นเอง ผ่านไปห้าสิบนาที คนจัดงานเริ่มกระสับกระส่ายมาถามฉันว่า จะเอาอย่างไรดีดูท่าจะไม่จบง่ายๆ และดูรุนแรงกันขึ้นเรื่อยๆ ด้วย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันขอเข้าไปดูก่อนจะตัดสินใจ พอเข้าไป ภาพแรกที่เห็นทำให้ฉันไม่แปลกใจเลยที่การประชุมนี้ไม่มีท่าทีว่าจะยุติลง ง่ายๆ คนบนเวทีก็พูดไปเรื่อย เธอพยายามผลักดันให้มีการเลือกตั้งประธานครูและคณะทำงาน ผ่านการเล่าว่าโปรเจ็คห้าสิบล้านที่ได้เงินมาบอกให้ทำอะไรบ้าง ส่วนคนฟังก็จับกลุ่มหันมาคุยกันเองราวสิบกลุ่ม ทุกกลุ่มเสียงดังแข่งกับไมค์บนเวที มีคนลุกออกเดินผ่านที่ฉันยืนอยู่ ส่ายหัวให้ บ่นปวดหัว บ้างถึงกับเดินมายุฉันให้ยึดเวทีเลย การฟังอย่างลึกซึ้งที่จัดกระบวนการไปแสดงผลชัดแจ้งอย่างน่าใจหาย หลายคนที่ไม่คุ้นหน้าในกระบวนการอบรม ก็มาปรากฏตัวตอนนี้ด้วย แปลกไหมล่ะ ทีมจัดการเข้าไปกระซิบคนบนเวทีขอให้ยุติชั่วคราว คนบนเวทีเลยหันมาถามคนฟังว่า เราจะเลือกกันเลยดีไหม มีคนยกมือขอพูด เขาชี้แจงว่า ในเมื่อยังไม่เข้าใจบทบาทที่มานี่เลยว่าต้องทำอะไร เพราะมีครูใหม่ที่ไม่เคยมาร่วมเยอะ แล้วจะให้เลือกได้อย่างไร มีคนยกมือพูดสนับสนุนคนที่เพิ่งพูดไปอีกสองคนด้วยสำนวนเผ็ดร้อนราวกับอยู่ใน สภาก็ไม่ปาน นี่ยังไม่รวมพวกที่ไม่รอไมค์ ที่ตะโกนพูดใส่ ประชดประชันกัน สุดท้ายผู้จัดก็ยึดไมค์ได้สำเร็จ แล้วเชิญให้ฉันดำเนินกระบวนการต่อ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงตอนนี้ฉันขอให้ทุกคนมารวมกัน และเงียบรอเสียงสุดท้ายที่คุยกับคนข้างๆ จะเงียบลง มีหลายคนออกไปโจ้กันต่อนอกห้องประชุม ความเงียบกลับมาปกคลุมห้องอีกครั้ง ฉันแสดงความคิดเห็น ชวนให้สังเกตว่าเมื่อครู่เราพูดคุยกันอย่างไร การสนทนาที่ล้มเหลวเกิดเพราะอะไร จากนั้นก็บอกเล่าว่า ฉันเตรียมอะไรไว้สำหรับคืนนี้ “คำถาม” ที่ไม่เกี่ยวกับการประชุมเมื่อครู่ แต่เป็นเรื่องของกระบวนการ แต่น้ำก็เชี่ยวเกินจะขวางกั้น คำถามที่ฉันรอฟังมีเพียงการแสดงความคิดเห็นต่องาน คำตำหนิ ตัดพ้อ วิจารณ์ คนจัดงาน ตัวฉันและกระบวนการเรียนรู้โดยคนที่คุกรุ่นจากการประชุมเมื่อครู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทำไมไม่มีการชี้แจงเรื่องบทบาทหน้าที่ของครูที่มา ไม่ให้รายละเอียดกระบวนการก่อน วิทยากรแต่งตัวไม่ให้เกียรติไม่เรียบร้อย กิจกรรมเหมาะกับคนเข้าวัดไม่เหมาะกับงาน ให้นอนกลางวันเป็นเด็กอนุบาล ฯลฯ ฉันพยายามฟังทั้งหมด อธิบายกลับไปได้บ้าง แต่ประโยคเก่าก็ยังถูกวนพูดซ้ำ มีอีกกลุ่มที่พยายามยกมือพูดด้วยอาการโกรธเคืองคนที่ต่อว่าฉัน ก่อนที่จะเกิดจลาจลไปมากกว่านี้ ฉันจึงกล่าวขอโทษ และขอจบ รวมทั้งขอตัวด้วย มีคนตะโกนขอร้องฉัน พยายามบอกว่าฉันไม่ผิด อย่าไปฟังพวกนั้น ฉันขอบคุณพวกเขา แต่เลือกที่จะออกไปก่อน คืนนั้นมีคนห่วงความรู้สึกฉันมาก หลายคนพยายามเข้ามาดูแล แต่ฉันอยากอยู่คนเดียว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยอมรับกับตนเองที่หน้ากระจก บอกกับภาพสะท้อนของตัวเองว่า ฉันโกรธ เสียใจ และรู้สึกดีที่มีคนเข้าข้างฉัน คนสองคนนั้นพูดคำว่าเคารพชื่นชมบางเรื่องของฉัน ก่อนการวิจารณ์ที่ดูเป็นถ้อยคำที่รู้สึกถึงการดูแคลน แทนการจมจ่อมกับความเศร้า ฉันถามตัวเองว่า ในเมื่ออะไรเกิดขึ้นแปลว่าดีเสมอ แล้วครั้งนี้ล่ะ อะไรที่ดีสำหรับฉัน ฉันหยิบหินที่ครูของฉันมอบให้แทนพลังแห่งคุรุมากำไว้ เสียงจากห้วงคำนึงสะท้อนขึ้นภายใน “แรงเสียดทานแค่นี้รับไม่ไหว แล้วจะทำการใหญ่ได้อย่างไร” ฉันยิ้มกับตัวเอง น้ำตาร่วง พูดกับตัวเองซ้ำๆ “เข้าใจแล้วค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ... เข้าใจแล้ว” ช่วงนั้นเองที่ความสงบประหลาดแล่นผ่านตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เช้าวันต่อมา มีเพียงคำว่าพร้อมในหัวใจ คนจัดถามว่าฉันจะทำต่อไหม ฉันตอบรับ และขอให้เขาเปิดการชี้แจงเรื่องบทบาทหน้าที่ของครูกับงานเอกสารที่ครูกังวล ก่อน จากนั้นฉันเปิดวงถาม-ตอบอีกครั้ง หลายคำถามโยงสู่ความต่างระหว่างพวกเขากับเด็ก หรือครูด้วยกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันบอกพวกเขาว่า “เราไม่อาจสร้างกฎกติกาใดมาควบคุมให้เราเหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติของเราเอง หากเราไม่ทำงานกับการเปิดกว้างภายในของเราเอง ที่จะยอมรับกับความต่างที่เกิดขึ้น จะมีใครเชื่อบ้างว่าชุดแต่ละชุดที่ใส่ตลอดงานนี้ ดิฉันได้เตรียมมาอย่างดี ให้ดูเรียบร้อยที่สุด ดูสิแค่คำว่าเรียบร้อยของเราก็ต่างกันแล้ว และไม่ใช่เรื่องถูกผิด เพียงแต่เราจะอนุญาตให้เราอยู่ร่วมกับความแตกต่างได้อย่างไร เรื่องเสื้อผ้านี่ยังเล็กนะคะ ต่างทางความคิดความรู้สึกยิ่งซับซ้อน นี่เรากำลังพูดถึงสังคม การเมือง โลกเลยนะคะ ความขัดแย้งมากมายเพียงเพราะเราต่างกัน”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันยังขอบคุณเรื่องเมื่อคืนที่ช่วยให้ฉันได้ทำงานกับตนเอง ฉันเล่าให้ผู้เข้าร่วมฟังว่าฉันคุยกับตัวเองอย่างไร&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในเวลาสั้นๆ กลับผูกพันคนในทีมงานได้เท่านี้ ปัญหามันดีตรงนี้แหละ มันทำให้เราใกล้กันมากขึ้น ความกลัว ความกังวล ช่วยให้เราได้สัมผัสความเปราะบางในกันและกัน เพราะยิ่งเห็นความเปราะบางของเพื่อนมากเท่าไร ยิ่งพบความแกร่งในเขามากเท่านั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-6518194197631056557?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/6518194197631056557/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/08/blog-post_04.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6518194197631056557'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6518194197631056557'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/08/blog-post_04.html' title='หัวใจนักรบ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snjq1PwTe2I/AAAAAAAAAF4/XuBFK7VIHvo/s72-c/PB_14_10187.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-497092533666608389</id><published>2009-08-04T06:32:00.001-07:00</published><updated>2009-08-04T06:49:17.476-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><title type='text'>เผชิญหน้ากับตัวเอง</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Sng5hyKZzpI/AAAAAAAAAFo/pSJwLUYrycQ/s1600-h/PB_14_16444.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 243px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Sng5hyKZzpI/AAAAAAAAAFo/pSJwLUYrycQ/s320/PB_14_16444.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366102208575819410" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;                       คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๑ มิถุนายน ๒๕๕๑&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;เผชิญหน้ากับตัวเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย ธนัญธร เปรมใจชื่น&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;  จะ ทำอย่างไรดี หากคุณตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า คุณเป็นเพียงคนเดียวที่หลงเหลืออยู่ในครอบครัวของคุณ เป็นคนเดียวในหมู่บ้านที่คุณรัก เป็นคนเดียวในประเทศที่คุณคือประชากรร่วม เป็นคนเดียวของโลกอันกว้างใหญ่ที่อาจไกลเกินจะพบใครอีกสักคนที่หลงเหลืออยู่ เฉกเช่นเดียวกันกับคุณ ไม่มีใครให้ตกหลุมรัก ไม่เหลือใครให้ทะเลาะ เกลียดชัง ไม่ต้องแคร์ หรือวิตกว่าใครจะคิดกับคุณอย่างไร มองคุณแบบไหน ไม่ต้องเอาใจใคร และจะไม่เหลือใครเลยคอยเอาใจคุณ คุณยังไม่ต้องแข่งขันกับใครอีกด้วยเพราะคุณจะได้เป็นทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ ตลอดกาล จะทำอย่างไรดีล่ะ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณว่า...คุณจะดำรงอยู่กับสภาวการณ์ที่มิอาจคาดฝันเช่นนี้ได้อย่างไร?&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือน เรากำลังยืนอยู่ตรงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลง เบื้องหลังเราเป็นวิถีอันคุ้นชิน เป็นประสบการณ์ที่ถูกบ่มเพาะสั่งสมตลอดชีวิตที่ผ่านมา เป็นชุดความคิดและบทสรุปที่เรามีให้กับตัวของเราเอง เป็นคำอธิบายโลกรอบตัว ซึ่งขึ้นอยู่กับการเรียนรู้และประสบการณ์ที่บ่มเพาะเรามา ส่วนเบื้องหน้านั้นเป็นความพร่ามัวด้วยม่านหมอกของความไม่รู้ อาจแลเห็นบางสิ่งปรากฏอยู่ลางเลือนตามความคิดฝันในชีวิต และการกำหนดรู้บาง เรื่องราวที่เป็นเหตุเป็นผลกับประสบการณ์ที่เราเพิ่งจะย่ำผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัน เหมือนกับการที่เราสนทนากันและบอกเล่าเรื่องราวของชีวิต แต่ละบทตอนที่ผ่านมา บ่อยครั้งมันยังแจ่มชัดกับตัวเรา แม้ในปัจจุบันขณะที่เล่า ทั้งที่เรื่องราวก็ล่วงเลยมาแล้ว และ บางครั้งเราเองก็ช่วยสร้างภาพของเรื่องราวจนคมชัดในความคิดคำนึงของผู้ ฟังด้วยเช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่การบอกเล่าถึงอนาคตของเราแต่ละคน มักเต็มไปด้วยความกังวลกับความไม่แน่นอนที่จะเกิดขึ้น หรือบางครั้งก็กลายเป็นความเพ้อฝันไปสำหรับผู้ฟัง เพราะพื้นฐานประสบการณ์และชุดความคิดที่แตกต่างกันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหนืออื่นใด ชีวิตเมื่อเริ่มต้นแล้ว มันไม่มีการหยุดดำเนินต่อ แม้บางครั้งเราจะรู้สึกว่าเราหยุดแล้ว แต่โลกรอบตัวเราก็ยังคงเคลื่อนดำเนินต่อไป หรือเราเองนี่แหละที่เคลื่อน แต่คิดว่าเราหยุด เป็นความซับซ้อนระหว่างโลกภายนอกกับโลกภายในของเรานี้เอง ความคิดความเชื่อทำงานของมันจนทำให้เรายากแก่การเข้าถึงการรับรู้ที่แท้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรา ต่างคงเคยได้ยินคำทำนายทายทักมามากมาย ที่บอกกล่าวถึงสภาวะของโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง ภัยพิบัตินานาที่จะคร่าชีวิตผู้คน ที่จะนำความสูญเสียใหญ่หลวงมาสู่ ทั้งผู้รู้จากอดีตและผู้รู้ที่ร่วมชะตาในปัจจุบัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลำดับแรกของการ รับฟังของเรานั้น เรารับรู้อย่างไร ความสั่นคลอนภายในของเราเองนี้ อาจกำลังร้องขอหาข้อพิสูจน์เพื่อยืนยันความ จริงแท้แก่ใจของเรา ความจริงแท้ที่เราเองมิอาจเข้าถึง เพราะเรามีเพียงภาพอันสลัวลางของความไม่รู้ห่มทับ และความกลัวที่แฝงตัวอยู่ในจิตของเราก็ผลักดันให้ผู้พิทักษ์ ตัวตนอันหาญกล้าของเราเข้ามาช่วยให้ เราก้าวผ่านเรื่องราวที่กำลังรับรู้นี้ ด้วยการปกป้องความสั่นไหวของเรา เราจึงอาจหัวเราะเยาะ หรือประณามการรับรู้ที่ได้มาให้เป็นแต่เพียงความงมงาย และเมื่อมันงมงาย เพ้อเจ้อ เราก็ไม่จำเป็นต้องรับเอาคำบอกเล่านั้นเก็บไว้ในกล่องความเชื่อของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้ กระทั่งวันที่เราได้รับรู้ว่ามีการพยายามหาเครื่องไม้เครื่องมือ เป็นวิวัฒนาการที่สามารถบ่งชี้ หาข้อพิสูจน์ ในนามวิทยาศาสตร์ ตามฐานกรอบประสบการณ์ที่เรายอมรับจากการเรียนที่ปลูกฝังมาในระบบการเรียนรู้ ของเราเอง เราส่วนใหญ่ก็ยังหาบทสรุปจำเพาะของตนเอาว่า มันยังมาไม่ถึงเรา หรืออื่นๆ ต่างๆ นานากันไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับรู้ของเราถูกบีบให้เล็กและแคบลง จนไม่น่าแปลกใจเลยที่ยังมีคนจำนวนมากเฉยเมยต่อข่าวภาวะโลกร้อน เพราะความเป็นจริงที่ดำรงอยู่กับเราตอนนี้คือ กายของเราเย็นสบายทุกวันในห้องแอร์ น้ำมันจะหมดโลกก็มีเสียงคนมากมายบอกว่า เดี๋ยวก็มีพลังงานใหม่มาให้ใช้ เราวางใจว่าจะต้องมีคนดิ้นรนมากกว่าเรา อย่างน้อยก็ธุรกิจยักษ์ใหญ่ทั้งหลาย แล้วเราก็ก้มหน้าทำงานหาเงินต่อไปไว้ซื้อพลังงานรูปแบบใหม่ที่จะมีมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อ วานฉันไปทานข้าวเย็นกับเพื่อนๆ แต่ไม่มีใครรู้ข่าวหายนะภัยที่เกิดขึ้นในพม่าประเทศเพื่อนบ้านเราเลย ทั้งที่ภัยพิบัติครั้งนี้คร่าชีวิตไปหลายหมื่นคน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงที่สุดแล้ว ฉันไม่คิดว่าจะมีใครสามารถตอบใครอย่างชี้ชัดได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตคุณหรือฉันในวันพรุ่งนี้และวันต่อๆ ไป ฉันเคยคิดเคยออกแบบบ้านเป็นเรือตอนที่เกิดชุดความเชื่อใหม่เข้ามาในหัวว่า น้ำจะท่วมโลก แต่แล้วไม่นานการเตรียมพร้อมนั้นก็ค่อยๆ จางซาไป เพราะฉันคงไม่มีปัญญาสร้างเรือที่บรรทุกคนได้มากมายนัก และถ้าหากฉันถูกเลือกให้รอด ฉันก็จะรอดเอง แต่สิ่งที่ฉันเริ่มคิดที่จะเตรียมในตอนนี้ ก็คือการเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นในทุกขณะจิต เปิดพื้นที่การรับรู้ให้กว้างขึ้น ผ่านการรับรู้ความจริงแท้ภายในตนเอง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันแทบไม่น่าเชื่อเลยว่า ในแต่ละวันในชีวิตของเรานี้ เราดำรงอยู่กับภาพลักษณ์ทั้งภายในและภายนอกที่เราสร้างขึ้นเสียมากมาย จนเราแทบไม่รู้ว่าอะไรคือความจริงแท้ภายในตนเอง เราหลอกคนมากมาย แต่น้อยกว่าที่เราหลอกตัวเราเองหลายเท่านัก ยิ่งฝึกตนเรากลับยิ่งติดอยู่กับความรู้และความดีเพียงน้อยนิด เราประณามความน้ำเน่า ไม่สร้างสรรค์ของละครโทรทัศน์ แต่เรากลับยืนอยู่ในจุดที่ไม่ต่างกันนัก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลองย้อนกลับไปที่จุด เริ่มต้นของบทความนี้อีกครั้ง มันอาจฟังดูคล้ายฉากหนังบางเรื่อง แล้วเราเชื่อได้อย่างไรกันว่าเราจะไม่มีโอกาสเช่นนั้น มันอาจเป็นเพียงฝันร้าย ที่เราตื่นขึ้นมาน้ำตานองหน้า หวั่นหวาดกลัว โหยหาคำปลอบประโลม ที่ย้ำกับเราว่ามันเป็นเพียงแค่ฝันร้าย แต่ถ้าหากมันเป็นจริงล่ะ เราจะดำรงอยู่อย่างไร เราจะเผชิญหน้ากับสภาวะเช่นนั้นอย่างไรกัน&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-497092533666608389?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/497092533666608389/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/08/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/497092533666608389'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/497092533666608389'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/08/blog-post.html' title='เผชิญหน้ากับตัวเอง'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Sng5hyKZzpI/AAAAAAAAAFo/pSJwLUYrycQ/s72-c/PB_14_16444.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-6930776085763549032</id><published>2009-07-26T09:00:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T21:51:03.040-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>คนผู้กล่าวถ้อยคำ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smx9tuoZkpI/AAAAAAAAADA/vwfkZND9D3s/s1600-h/sunrise.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smx9tuoZkpI/AAAAAAAAADA/vwfkZND9D3s/s320/sunrise.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362799480856482450" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;โดย: อภิชาติ ไสวดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใช่ที่ว่าโลกมีด้านมืดและเลวร้าย&lt;br /&gt;ซ่อนเงื่อนงำมากมายต่อการค้นหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีเหลี่ยมคูมีสันคมคอยชักพา&lt;br /&gt;ให้เราหลงติดมายาถลำตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้ซึ่งอาจมองเห็นความจริงโลก&lt;br /&gt;หรือเพียงคิดคำแต่งโศลกบอกดีชั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กระตุ้นเตือนด้วยถ้อยคำอันน่ากลัว&lt;br /&gt;ว่าอย่าได้เมามัวในกลอุบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วอย่างไรกันเล่าที่กล่าวบอก&lt;br /&gt;ขู่คุกคามตะคอกอย่างโหดร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่นด่าว่าผู้คนยังงมงาย&lt;br /&gt;ฤาห่าเหี้ยไม่ห่างหายจากถ้อยคำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าใจได้ว่าอยากเปลี่ยนหัวใจมนุษย์&lt;br /&gt;ให้เป็นความบริสุทธิ์สู่มิติลึกล้ำ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ให้เรียนรู้ แสวงหาให้จดจำ&lt;br /&gt;จึงพร่ำบอกจึงตอกย้ำอยู่ร่ำไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน&lt;br /&gt;เมื่อเคียดแค้นจนตัวสั่นจนหวั่นไหว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กราดเกรี้ยวเคี้ยวเข็ดปะทุไฟ&lt;br /&gt;ถ้อยคำก็ว่างไรจากความงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหลือความสาแก่ใจในคั่งแค้น&lt;br /&gt;ไม่เหลือเปลือกเหลือแก่นให้ไถ่ถาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือมีเหลือเศษซากแห่งถ้อยความ&lt;br /&gt;ที่โน้มนำคนฝ่าข้ามไปเรียนรู้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะเปลี่ยนโลกด้วยความก้าวร้าว&lt;br /&gt;ก็ดูเหมือนโง่เขลาอย่างไรอยู่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความจริงหรือคิดเอาพอเฝ้าดู&lt;br /&gt;ก็เหมือนคำข้างข้างคูคูอยู่แค่นั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรืออาจใช้ความอ่อนโยนของถ้อยคำ&lt;br /&gt;และอ่อนน้อมเพื่อน้าวนำอย่างสร้างสรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยรักด้วยเข้าใจด้วยแบ่งปัน&lt;br /&gt;ด้วยความงามที่มอบให้กันอย่างเข้าใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อาจเพียงความอ่อนโยนอันจริงแท้&lt;br /&gt;ที่พอจะเปลี่ยนแปรมนุษย์ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวไปสู่การเติมเต็มจากภายใน&lt;br /&gt;เพื่อเรียนรู้ความหมายใหม่อันงดงาม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-6930776085763549032?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/6930776085763549032/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_2944.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6930776085763549032'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6930776085763549032'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_2944.html' title='คนผู้กล่าวถ้อยคำ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smx9tuoZkpI/AAAAAAAAADA/vwfkZND9D3s/s72-c/sunrise.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-5036708924264678840</id><published>2009-07-26T02:40:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T21:51:45.719-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>การเดินทางในอาณาจักรแห่งใจ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smwl6FTzV7I/AAAAAAAAAC4/AbCO-Kp_jws/s1600-h/510158303_0d477278c2.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 216px; height: 320px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smwl6FTzV7I/AAAAAAAAAC4/AbCO-Kp_jws/s320/510158303_0d477278c2.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362702936079292338" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;การเดินทางในอาณาจักรแห่งใจ    &lt;br /&gt;เขียนโดย อภิชาติ ไสวดี  &lt;br /&gt;พฤหัสบดี, 05 กุมภาพันธ์ 2009&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การเดินทางในอาณาจักรแห่งใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ทำไม”  เข้าใจว่า นี่เป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาในชีวิต ในกระบวนการเรียนรู้ และการเติบโตของผู้คนส่วนใหญ่  ว่าก็เมื่อเริ่มรู้จักกับการตั้งคำถาม หรือเริ่มสงสัยใครรู้เรื่องราวในชีวิต&lt;br /&gt;พี่ชายคนหนึ่งเคยเล่าให้เรา ฟัง เมื่อคราวที่เราขึ้นดอยไปอยู่ในหมู่บ้านปกาเกอะญอใหม่ๆ ว่า  เมื่อแรกเข้ามาอยู่หมู่บ้านบนดอย ในฐานะปัญญาชนจากเมือง  ไม่นานนักกับการสัมผัสรู้จักชุมชนมากขึ้น เขาก็พบกับภูมิปัญญาอันลึกล้ำ ของผู้คนบนดอย  ความรู้ ภูมิปัญญาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิต กับธรรมชาติ เมื่อนั้นเขาพบว่า เขาช่างมีความรู้อยู่น้อยนิดเหลือเกิน  จากปัญญาชนในเมืองจึงกลายมาเป็นผู้เรียนรู้วิถีชีวิต   นานวันเข้า  ยิ่งอยู่นาน ยิ่งเรียนรู้มากเท่าไหร่ เขาก็พบว่า ความรู้ที่เขาเพิ่มพูน มีมากขึ้นนั้น เขาก็ยิ่งรู้น้อยลงทุกที  เมื่อเทียบกับเรื่องราวที่ได้รับฟังรับรู้มากขึ้นประหนึ่งว่ามันจะไม่มีวัน จบสิ้น&lt;br /&gt;การเดินทางอันยาวนานของชีวิตเรา  มักมีเส้นทางคู่ขนานกันอยู่เสมอ  นั่นก็คือหนทางภายนอก  กับหนทางภายใน  นั่นก็คืออาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลในใจของเรา&lt;br /&gt;หนทางภายนอกนั้น ว่าไปมันไม่มีความสลับซับซ้อนมากมายนัก มีบ้างบางครั้งหรอกกระมังหากมันเป็นเส้นทางใหม่ของชีวิต เราอาจต้องใช้เวลากับมัน อาจหลงทาง ให้ได้ค้นหา  แต่ทั้งหมดนั้น เราก็พบทางออกเสมอ เราพบหนทางที่เราต้องการเสมอ  แต่ที่ยากก็คือ หนทางในอาณาจักรภายในต่างหาก  ที่หลายครั้ง เราต่างเดินทางไปอย่างไม่ได้รู้ตัว  เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้ตัว สิ่งแรกๆ ที่เราจะเริ่มรู้สึกก็คือ กลัว  เราไม่แน่ใจว่าในอาณาจักรอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นเราจะพบอะไรบ้าง  ทั้งหมดมันอาจลึกลับ แล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ คำถาม ว่าก็โดยเฉพาะคำว่า “ทำไม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเรารู้ว่า หนทางภายในนั้น นำมาซึ่งการเติบโตทางจิตวิญญาณ  แม้ว่าทั้งหมดนั้นเราดำเนินไปบนความเสี่ยง ความไม่แน่ใจ  แต่ทุกครั้งที่ก้าว ทุกคราวที่พบ นั่นมันหมายถึงความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณนั่นเอง  สำคัญที่สุดของการเดินทางนั้น  ไม่ได้อยู่ที่การกล้าเผชิญกับสิ่งที่เราพบหรอกกระมัง  แต่สิ่งที่สำคัญที่เราต้องเผชิญ ก็คือ ความกลัว&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-5036708924264678840?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/5036708924264678840/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_3972.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/5036708924264678840'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/5036708924264678840'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_3972.html' title='การเดินทางในอาณาจักรแห่งใจ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smwl6FTzV7I/AAAAAAAAAC4/AbCO-Kp_jws/s72-c/510158303_0d477278c2.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-1899199135676157582</id><published>2009-07-26T01:59:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T02:06:16.001-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>เสรีภาพในกรงขังแห่งจิตวิญญาณ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwcN-wAmyI/AAAAAAAAACw/hiuFZT5gpU8/s1600-h/IMG0233A.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwcN-wAmyI/AAAAAAAAACw/hiuFZT5gpU8/s320/IMG0233A.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362692282799659810" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;เสรีภาพในกรงขังแห่งจิตวิญญาณ      &lt;br /&gt;เขียนโดย อภิชาติ ไสวดี     &lt;br /&gt;พฤหัสบดี, 15 มกราคม 2009&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;พบ ผู้คนมากมายตามท้องถนน  ในการเดินทางบนถนนสายเล็กๆ ของเรา  พวกเขาทั้งหลายล้วนกำลังเดินทาง ตามหาเสรีภาพของตน  บางคนในหมู่พวกเขาได้ปลดปล่อยพันธนาการมากมายในชีวิต พวกเขาปราศจากครอบครัว  ไม่มีบ้าน  เลี้ยงชีพด้วยการทำงานเล็กน้อย  และเดินทาง ด้วยพวกเขาบอกว่า นั่นคือหนทางแห่งเสรีภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผู้คนมากมาย พยายามสลัดพันธนาการทั้งหลายออกไปจากตัวเอง  ด้วยก็เชื่อว่านั่นคือวิธีที่จะได้ก้าวไปสู่เสรีภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำ ถาม เกิดขึ้นจากการพบเห็นทั้งหลายนั้นว่า แท้จริงแล้วพวกเขาได้ค้นพบ และดำรงอยู่อย่างเสรีหรือไม่  พวกเขารู้สึกสมหวังดังปรารถนาหรือไม่  การเดินทางของเขาหลังจากนั้นคือการเดินทางอย่างอิสระ เต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข  ดำรงอยู่อย่างมีความหมาย  งดงามหมดจด หรือแท้จริงแล้ว พวกเขาทั้งหลายก็ยังเอาแต่หา ค้นหา สิ่งที่พวกเขาเรียกมันว่า เสรีภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คนอื่น คนรอบข้าง ครอบครัว การงาน ภาระ หน้าที่ ถนนหนทาง รถรา สรรพสิ่งทั้งมวลนี้หรือเปล่าที่ถูกป้ายความผิดว่า มันทำให้พวกเขาทั้งหลายไม่ได้พบอิสระ  มันเป็นพันธนาการที่ปิดกั้นหนทางของพวกเขา นอกจากมันฉกฉวยเวลาไปแล้ว มันยังกักขังความฝันของพวกเขาไว้ด้วย  ชีวิตเขาจึงจ่อมจมอยู่กับความทุกข์ ต่อความอดทนอย่างหนักต่อการเผชิญภาวะที่ทำให้พวกเขาไม่สามารถออกเดินทางไป สู่เสรีภาพ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากชีวิตของคนผู้หนึ่ง ดำรงอยู่ร่วมกับผู้คนอย่างมีความหมาย  ความเรียบง่ายของชีวิตช่วยให้เขาไม่เหนื่อยมากนักต่อการหาเลี้ยงชีพ  แต่กระนั้นก็ยังทำให้เขาสามารถดูแลผู้คนใกล้ชิดได้หลายคน  แล้วเวลาก็ยังเหลือพอสำหรับการพบปะสนทนา  เขาอาจไม่ใช่คนเดินทางตะลอนท่อมท่องไปตามถิ่นทางต่างๆ มากนัก  แต่ทุกๆ ที่ๆ เขาไป ล้วนมีความหมายต่อความฝันต่อจินตนาการและแรงบันดาลใจ  เขายังมีทุกข์อยู่มากตามประสาปุถุชน แต่เขาก็อยู่กับมันอย่างเข้าใจ  และเขาสามารถเผชิญกับเงื่อนไขสถานการณ์ที่เป็นไปอย่างรู้เท่าทัน เข้าใจ และสามารถรอคอย  ชีวิตเขาก็มีเรื่องผิดพลาดอยู่เสมอ  บางครั้งถ้อยคำ และการกระทำของเขาก็ทำร้ายคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ  หรือบางครั้งความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ทำให้หลายเรื่องหลายคนกระทบกระเทือน เกิดความเสียหาย  แต่เขาก็พยายามเสมอที่จะเรียนรู้มัน เพื่อที่เขาจะสามารถแก้ไขมัน  และเบียวยาส่วนที่เสียหายไปบ้างแล้ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน การดำรงอยู่ตามเงื่อนไขสถานการณ์  ภาพที่ปรากฏก็คือ เขาสามารถปลดพันธนาการจิตวิญญาณของเขา  เงื่อนไขทางเศรษฐกิจ และสังคมอาจไม่เกื้อหนุนให้เขาโบยบินไปได้ไกลนัก  แต่เขาก็มีความสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เรา ต้องเดินทางไกลเพียงใด   เราต้องสลัดทิ้งผู้คนมากมายเพียงใด  เราต้องเรียกร้องจากโลกมากมายเพียงใด  เราต้องทนทุกข์ และเหน็ดเหนื่อยปานใด กว่าเราจะได้พบเสรีภาพตามความฝัน ตามที่ปรารถนา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หาก เรายังพันธนาการจิตวิญญาณของเราเองด้วยความขลาดเขลาเสียแล้ว ไม่ว่าเราจะออกเดินทางไปไกลเพียงใด เสรีภาพก็อาจเป็นสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-1899199135676157582?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/1899199135676157582/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_473.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/1899199135676157582'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/1899199135676157582'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_473.html' title='เสรีภาพในกรงขังแห่งจิตวิญญาณ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://2.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwcN-wAmyI/AAAAAAAAACw/hiuFZT5gpU8/s72-c/IMG0233A.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-5268547684581311446</id><published>2009-07-26T01:46:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T01:57:39.576-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><title type='text'>รักคือคำตอบ</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwaTFZ0DBI/AAAAAAAAACo/l8ElKcJh9Q4/s1600-h/16loveroad.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 264px; height: 320px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwaTFZ0DBI/AAAAAAAAACo/l8ElKcJh9Q4/s320/16loveroad.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362690171461700626" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เขียนโดย ธนัญธร เปรมใจชื่น &lt;br /&gt;จันทร์, 05 มกราคม 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;...............................................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายใจเข้าลึกๆ แลหายใจออกยาวๆ ผ่อนคลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วางใจในพื้นที่แห่งนี้ วางใจในตนเองเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถือโอกาสอันสงบนี้ บอกรักร่างกายของเราเองผ่านลมหายใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายใจเข้าให้ลึก ให้ทุกลมหายใจเข้าของเราไปถึงอวัยวะส่วนต่างๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อทักทาย ขอบคุณ และให้อวัยวะนั้นได้รับรู้ความรักของเราที่มี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ อ่อนโยน ละเมียดละไมต่อลมหายใจของเรานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นความงดงามที่หล่อเลี้ยง ประคับประคองชีวิตของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;การรับและการให้ ดำรงอยู่กับเราตั้งแต่แรกเริ่มของการมีชีวิต ก่อนการบ่มเพาะใดๆ เสียอีก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในทุกๆ ลมหายใจเข้าของเรา มีลมหายใจของพ่อแม่พี่น้อง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ลมหายใจของสรรพสิ่ง มีลมหายใจของทั้งผู้เป็นที่รักและผู้ที่เราเกลียดชัง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทุกลมหายใจของเขาเหล่านั้น หล่อเลี้ยงอยู่ในร่างกายของเรานี้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และในทุกๆ ลมหายใจออกของเรา เราก็ได้ส่งมอบสิ่งต่างๆ ที่หล่อเลี้ยงในตัวเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แก่เขาเหล่านั้น แก่สรรพสิ่ง...เช่นกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยลมหายใจที่มี ที่เชื่อมโยงตัวเรากับโลกรอบตัวนี้ เรามิอาจเป็นอื่น...นอกจากลมหายใจเดียวกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ ส่งผ่านความรักและปรารถนาดีแก่กันและกัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความโกรธและความเกลียดชังของเรากำลังทำลายความงามของโลก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จงให้พลังในตัวเราแปรเปลี่ยนความโกรธเกลียดในเขาและเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผ่านการดำรงอยู่อย่างสงบด้วยลมหายใจ ให้รักเคลื่อนผ่านหัวใจทุกดวงด้วยรักเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หายใจเข้าลึกๆ หายใจออกยาวๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;..................................................&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อยู่ๆ ลำนำบทนี้ก็ผุดพรายขึ้นมาในใจอีกครั้ง ถ้อยคำยังแจ่มชัด แม้เวลาจะล่วงเลยมา จำได้ว่าตอนนั้นฉันเป็นกระบวนกรจัดกระบวนการนำพาผู้คนเข้ามาเรียนรู้ด้านใน ของตนเอง เพื่อพวกเขาจะวิวัฒน์จิตวิญญาณของตน ความสงบและผ่อนคลาย นำพาถ้อยคำเหล่านี้ ไหลลื่นพร่างพรู ตอนนั้นเหมือนฉันไม่ได้พูดเพื่อพวกเขาเท่านั้น แต่ฉันก็ร่วมรับฟังและถูกนำพาไปด้วยเช่นกัน มันประทับอยู่ในใจ ยังเก็บกลับมาใคร่ครวญตนบ่อยครั้ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เข้าใจด้วยความคิดนี่ช่างแตกต่าง จากการเข้าถึงมากมายนัก เพราะ ณ ขณะที่รับเอาสิ่งต่างๆ เข้ามา ความคิดคำนวณ ดึงประสบการณ์ (อันจำกัด) มาตอบรับ ดังนั้น คำว่า “ใช่” ในห้วงขณะหนึ่ง อาจมิใช่ “ใช่” ในทุกๆ ห้วงขณะ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่บททดสอบหรือบท เรียนแห่งชีวิตจะเดินหน้าเข้ามาให้เผชิญ ทันทีที่เราคิดจะเลือก ตัดสิน แม้แต่หลงรัก ชื่นชม ศรัทธา กับบางสิ่งบางอย่าง อย่างไม่เห็นความเป็นจริงในตนเอง ที่พูดเช่นนี้เพราะฉันเพิ่งประจักษ์ว่า เราหลอกตัวเองเก่งกว่าหลอกคนอื่นเยอะ และคนอื่นก็หลอกเราไม่เนียนเท่ากับที่เราหลอกตัวเองเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เหมือนคนหลง ตัว ฉันคิดและเชื่อเอามากๆ ว่า เพราะภายในอันดีงามของฉันนี่เอง และเพราะฉันเป็นผู้เข้าถึงสรรพสิ่ง ฉันถึงพร่างพรูลำนำเช่นนั้นออกมาได้ ยิ่งมีเสียงชื่นชมมากเท่าไร ฉันยิ่งหลงรักถ้อยคำของตนมากขึ้นเป็นเท่าตัว และยิ่งหลงรักถ้อยคำของตนมากเท่าไร ฉันก็ยิ่งเชื่อว่าฉันเป็นเช่นนั้นมากเท่านั้น และยิ่งฉันเชื่อว่าฉันเป็นสิ่งดีงามมากเท่าไร ฉันก็ยิ่งตัดสินโลกรอบตัวมากขึ้น มากขึ้นจนไม่รู้ว่าจริงๆ ฉันคือใคร เพราะภาพสะท้อนอื่นๆ พร่ามัว มีเพียงเสียงของความคิด... “ฉันคือความถูกต้อง ดีงาม”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โชคดีเหลือเกิน เกิดความขัดแย้งรุนแรงขึ้น เพื่อนรักที่เป็นทั้งมิตรและครูหันหลังให้อย่างไม่มีเยื่อใย เป็นปฏิกิริยาที่สั่นคลอนอัตตาอย่างดีเยี่ยม ลำนำบทเอกที่เคยประทับใจผุดขึ้นมาย้ำเตือน ทว่า หูฉันดับเสียแล้วกระมังยามนั้น ฉันกลับเริ่มมองลำนำรักบทนี้เป็นดั่งคำประโลมโลกที่มิอาจเป็นจริง ก็เราจะเป็นหนึ่งเดียวกับไอ้คนงี่เง่าที่หันหลังและเมินเฉยต่อความดีงามและ ถูกต้องได้อย่างไร รักอย่างไม่มีเงื่อนไขนี้ เป็นแต่เพียงความสวยหรู เป็นอุดมคติที่ไกลห่างความเป็นจริง ความเป็นจริงแสดงชัดว่าเราต่างกัน และเราไม่ได้รู้จักหรือเข้าใจกันจริงๆ เลย ระหว่างพร่ำบ่นก่นด่าอย่างชิงชังในใจ ฉันกลับยิ่งรู้สึกว่าส่วนลึกภายในฉันกำลังร้องไห้ วิญญาณของฉันเจ็บปวด และฉันจำต้องน้อมรับอย่างสัตย์ซื่อว่า ฉันเสียใจ ไม่ใช่เพราะฉันกำลังทำร้ายใคร แต่เพราะฉันกำลังทำร้ายตนเอง ในแว้บนั้นเอง ที่รู้สึกถึงความรักต่อตัวเองขึ้นมาจับใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเลือกที่จะเยียวยาตนจาก ทุกข์ครั้งนี้ ด้วยการลดกำแพงตน เผยทุกข์ที่มีให้เพื่อนคนนั้นฟัง เป็นการบอกกล่าวที่หมดจดที่สุด อ่อนโยนที่สุด และสุภาพที่สุดเท่าที่เคยพูดมา ราวกับลมหายใจเดียวกัน เพื่อนก็บอกกล่าวสะท้อนกลับแก่ฉันอย่างซื่อตรง และนุ่มนวลยิ่ง ไม่มีแม้สักคำเดียวที่กล่าวโทษต่อกัน ไม่มีคำว่าถูก – ผิด มีเพียงการรับรู้และเข้าใจ ณ ตรงนั้น ณ ขณะนั้นเอง ที่เราสัมผัสถึงการหลอมรวม&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราพูดคำ “รัก” กันมาก แต่มันเป็นราวกับม่านควันที่กางกั้นเราด้วยข้อแม้มากมายที่เราต่างยึดติด ยึดถือกัน ดังนั้น ณ ขณะที่เราพูดว่า “เพื่อใคร” ขอให้ดูใจตน เขากับเราเป็นลมหายใจเดียวกันหรือไม่ เราสืบค้น ขุดคุ้ยหาความจริงแท้ในผู้อื่นเสียมากมาย แล้วในหัวใจเราเองเล่า เราอนุญาตให้ความจริงแท้ของเราปรากฏออกมาได้มากน้อยเพียงไร นี่ยังไม่ได้พูดถึงความจริงที่เราไม่เคยรับรู้ว่ามันมีอยู่ในตัวเรานะ เพราะเราต่างสร้างแล้วกลบ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเราเองไม่รู้ว่าอะไรคือความเป็นจริง เราไม่ชอบความเสแสร้ง แต่เราไม่เคยทันสังเกตพฤติกรรมของตนเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่เราคิดและปักใจไว้อาจ เปลี่ยนแปลงหรือคงอยู่อย่างประจักษ์ชัดมากขึ้น เมื่อความคิดมิได้เป็นแค่ความคิด หรือชุดคิด แต่การมีประสบการณ์ถึงสิ่งนั้นๆ มีค่ายิ่ง จะเป็นไรไปหากคุณจะพบว่าคุณทำพลาดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และมันยังไม่มีวี่แววว่าจะหยุดลง โปรดให้ประสบการณ์แต่ละครั้งที่ปรากฏเป็นดั่งหมายเหตุชีวิต ที่เราจะเรียนรู้และข้ามผ่าน...ขอให้รักนำทางไปเถิด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๗ ธันวาคม ๒๕๕๑&lt;br /&gt;ธนัญธร เปรมใจชื่น&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-5268547684581311446?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/5268547684581311446/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_3463.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/5268547684581311446'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/5268547684581311446'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_3463.html' title='รักคือคำตอบ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwaTFZ0DBI/AAAAAAAAACo/l8ElKcJh9Q4/s72-c/16loveroad.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-7260181465607145876</id><published>2009-07-26T01:42:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T01:46:24.783-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><title type='text'>ของขวัญจากการเดินทาง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwXV5BWRTI/AAAAAAAAACg/GVWypq8NicE/s1600-h/IMG_2790.JPG"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwXV5BWRTI/AAAAAAAAACg/GVWypq8NicE/s320/IMG_2790.JPG" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362686921142584626" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพิ่มกลับจากปาย จ.แม่ฮองสอนมาค่ะ กระเตงกันไปกับลุงเทาคันเก๋าของเรานี่เอง&lt;br /&gt;ไปปายครั้งใด นอกจากจะตระเวนกินอาหารร้านหรูต่าง ๆ แล้ว ก็ทำทานกันเองที่บ้านเพื่อน&lt;br /&gt;แต่มื้อพิเศษที่กบกับปัน (มิตรรักเจ้าของบ้านปายนา)อาสาเลี้ยงส่งคืนสุดท้าย มันสุดยอดมากกกก..&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นร้านเล็ก ๆ ชื่อ ป.ปลา ทั้งร้านดูแลโดยคุณตากับคุณยาย คุณยายทำอาหาร ส่วนคุณตาคอย&lt;br /&gt;เสริฟและดูแลลูกค้า และช่วยหยิบจับในครัวบ้าง เนื่องจากกบมาสั่งอาหารล่วงหน้าตั้งแต่ 4 โมงเย็น&lt;br /&gt;พอ 6 โมงพวกเรามาถึงอาหารก็ทยอยออกมา มีมานั่งก่อนเราโต๊ะหนึ่งแล้วฉันคิดว่าเขาคงไม่ได้สั่งอาหาร&lt;br /&gt;คงมาดื่มเฉย ๆ เพราะเกือบชั่วโมงที่เขาสองคนนั่งคุยกันไป ในขณะที่เราก็กินไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จนประมาณทุ่ม มีแขกเข้ามาอีกสองโต๊ะ เป็นคนรุ่นแรก ๆ ที่มาอยู่ปายทั้งนั้น พวกเขาดูชิว ๆ มาก&lt;br /&gt;และดูแลยกอาหารเสริฟน้ำให้ตัวเองกัน อ้อ..ระหว่างที่ทั้งสองโต๊ะนี้มา มีพี่คู่หนึ่งมาสั่งข้าวกล่องสองกล่อง&lt;br /&gt;เขารอ และก็ออกไปทำธุระ กลับมารอ แล้วก็ออกไปทำธุระอีก สามรอบค่ะ คุณคงคิดว่าคู่นี้คงหงุดหงิดมาก&lt;br /&gt;เปล่าเลย ทุกครั้งที่กลับเข้ามาเขาก็พูดคำว่า "ไม่เป็นไรครับ-ค่ะ" และคุณตาก็จะบอกขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า&lt;br /&gt;พระเจ้าช่วย ทุ่มกว่า โต๊ะที่มาก่อนเราถึงได้อาหาร แสดงว่าเขามากินจริง ๆ คุณตามาเสริฟพร้อมกับน้อมตัว&lt;br /&gt;"ขอโทษนะครับ..ช้าเหลือเกิน..ขอโทษครับ ขอโทษจริง ๆ" แขกโต๊ะนั้นยิ้มอย่างอ่อนโยน บอกปัดว่า&lt;br /&gt;"ไม่เป็นไรครับ ผมรอได้ ไม่เป็นไรจริง" ฉันมองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างงง ๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันเคยทำร้านอาหาร ฉันรู้สึกร่วมไปกับคุณตาคุณยายด้วย และคิดเอาเองว่า ภาวะเช่นนี้แกคงกดดันมาก&lt;br /&gt;ก็อาจมีบ้าง แต่ภาพที่เห็นมันน่าทึ่งมาก แกสองคนยิ้ม เรื่อย ๆ ช้าาาา...แต่มีความสุข โอ..ใช่ ความสุข&lt;br /&gt;แว้บนึง ฉันคิดถึงพูร์ ในวินนี่เดอะพูร์&lt;br /&gt;พอเราทานเสร็จ เราช่วยกันเก็บจานชามไปไว้หลังร้านให้คุณตา คุณตายิ้มแย้ม "ขอบคุณครับ ขอบคุณมาก ๆ&lt;br /&gt;ใจดีกันเหลือเกิน แขกแต่ละคนใจดีเหลือเกิน" แกพูดซ้ำ แล้วหันแตงโมมาแถมให้พวกเราอีก น่ารักมาก&lt;br /&gt;มากไปกว่านั้นคือ แกทั้งสองช่วยทำให้เราและคนที่มาอุดหนุนแกได้เป็นทั้งผู้ให้และรับไปพร้อม ๆ กัน&lt;br /&gt;บรรยากาศในร้านมันช่างต่างจากร้านทั่วไปมาก ฉันมองรอบตัว ปิติจนน้ำตามาออหน่วยตา&lt;br /&gt;งดงามจริง ๆ ค่ะ&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-7260181465607145876?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/7260181465607145876/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_9609.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/7260181465607145876'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/7260181465607145876'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_9609.html' title='ของขวัญจากการเดินทาง'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwXV5BWRTI/AAAAAAAAACg/GVWypq8NicE/s72-c/IMG_2790.JPG' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-9082501706212551797</id><published>2009-07-26T01:22:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T01:26:50.109-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='peace'/><title type='text'>นักชิมน้ำส้มสายชู</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwSrQ7YGFI/AAAAAAAAACY/SDTGv9ajcy8/s1600-h/IMG_0061.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwSrQ7YGFI/AAAAAAAAACY/SDTGv9ajcy8/s320/IMG_0061.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362681790779103314" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราได้อ่านบทความหนึ่ง  มีความรู้สึกว่าอาจจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราก็ได้  มันเป็นภาพวาดภาพหนึ่งที่มีชาย 3  คนยืนล้อมรอบถังน้ำส้มสายชูใบใหญ่ถังหนึ่ง  ชายแต่ละคนได้เอานิ้วจุ่มลงไปในถังและลองชิมรสของมัน  พวกเขาแต่ละคนมีสีหน้าแตกต่างกันไป  ชาย 3 คนนี้ไม่ใช้นักชิมน้ำส้มสายชูธรรมดา  แต่เป็นตัวแทนของ  " ศาสดาแห่งคำสอนทั้งสามของจีน"  และน้ำส้มสายชูก็เป็นตัวแทนสะท้อนแก่นแท้ของชีวิต  ทั้ง 3 ท่านได้แก่  ท่านขงจื๊อ  พระพุทธเจ้า  และท่านเล่าจื๊อ(ผู้แต่งคัมภีร์เต๋าเล่มเก่าแก่ที่สุดที่มีอยู่)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ท่านแรกเมื่อชิมก็มีสีหน้าบูดบึ้ง  ท่านที่สองมีสีหน้าขมขื่น  แต่ท่านที่สามมีสีหน้ายิ้มแย้ม &lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สำหรับขงจื๊อ  ท่านเห็นว่าชีวิตมีรสชาติออกเปรี้ยว  เพราะท่านเชื่อว่ายุคปัจจุบันไม่ได้สอดประสานกลมเกลียวกันเลยกับสมัยอดีต  การปกครองของมนุษย์ก็ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีแห่งการปกครองของจักรวาลเลย  ดังนั้นท่านจึงเน้นพิธีกรรมการบูชาบรรพบุรุษ และแบบแผนประเพณีโบราณ ซึ่งจักรพรรดิต้องเป็นผู้กระทำ  เพราะท่านเป็นโอรสแห่งสวรรค์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    สำหรับพระพุทธเจ้า  บุรุษคนที่สองในภาพเขียน  ท่านเห็นว่าชีวิตบนโลกนี้มีรสขม  ทั้งยังรุ่มร่ามรุงรังไปด้วยความยึดติดและความอยากได้ใคร่มี  อันนำไปสู่ความทุกข์  โลกมนุษย์ถูกมองว่าเป็นสถานที่แห่งกับดักอันมากมาย  เป็นบ่อเกิดของภาพลวงตา  และเป็นกงล้อที่หมุนวนเอาทุกขเวทนาทั้งปวงมาสู่สรรพสัตว์ เพื่อแสวงหาความสงบสันติที่แท้จริงของชีวิต ชาวพุทธจึงจำเป็นต้องไปให้ถึงความพ้นทุกข์   แต่ชาวพุทธผู้มีศรัทธาแรงกล้ามักเห็นว่า  หนทางสู่นิพพานมักถูกกระแสลมอันขมขื่นของการใช้ชีวิตแต่ละวันขัดขวางให้ไป ไม่ถึงมันอยู่เสมอ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;    ส่วนท่านเล่าจื๊อเชื่อว่า  ความสอดคล้องกลมเกลียวอันมีอยู่ตามธรรมชาติระหว่างสวรรค์กับโลก  ซึ่งดำรงอยู่นับแต่โลกกำเนิดขึ้นนั้น  มนุษย์ทุกคนอาจพบเจอได้ทุกขณะจิต  โลกจึงควรดำเนินไปด้วยกฏการปกครองแบบเดียวกับสวรรค์  มิใช่ด้วยกฏเกณฑ์ของมนุษย์  ยิ่งมนุษย์เข้าไปแทรกแซงสมดุลของธรรมชาติเท่าไหร ก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหา  ท่านเล่าจื๊อบอกว่าโลกไม่ใช่สถานที่ที่วางกับดักมากมายแก่มวลมนุษย์ แต่โลกเป็นครูผู้สอนบทเรียนอันมีค่าแก่เรา  ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียน และปฏิบัติตัวไปตามกฏเกฑ์ของโลก มันจะทำให้ทุกสิ่งดำเนินไปได้ดวยดี  (จากหนังสือ "เต๋าแบบพูห์)&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;   เพราะฉะนั้น  ถ้าหากเราใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติ  เราก็จะมีมุมมองโลกที่เข้าใจโลก&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-9082501706212551797?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/9082501706212551797/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_26.html#comment-form' title='1 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/9082501706212551797'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/9082501706212551797'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_26.html' title='นักชิมน้ำส้มสายชู'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwSrQ7YGFI/AAAAAAAAACY/SDTGv9ajcy8/s72-c/IMG_0061.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>1</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-3866938983874101400</id><published>2009-07-25T22:34:00.000-07:00</published><updated>2009-07-26T21:48:25.784-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>เมื่อได้ฟังถ้อยคำของกวี</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwBWUW_HMI/AAAAAAAAACE/tq5xhs3-3lM/s1600-h/IMG0235A.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 240px;" src="http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwBWUW_HMI/AAAAAAAAACE/tq5xhs3-3lM/s320/IMG0235A.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362662739225287874" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;โดย: อภิชาติ ไสวดี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อได้ฟังถ้อยคำของกวี&lt;br /&gt;ที่เชิญชวนชี้เรื่องเล่าของยุคสมัย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;จะดั้นด้นดุ่มเดินสู่ป่าไพร&lt;br /&gt;ไม่ยอมสิ้นอายุขัยก่อนได้พบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คือการเดินทางสู่อาณาจักรภายใน&lt;br /&gt;เทียวท่องยาวไกลไม่รู้จบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ้างพูดถึงวิถีแห่งนักรบ&lt;br /&gt;สูงสุดคือสยบอัตตาตน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คำงามบอกกล่าวโลกอันงดงาม&lt;br /&gt;เติมเต็มนิยามการสืบค้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในคลื่นความคิดความเป็นคน&lt;br /&gt;ที่ว่ายเวียนในวังวนความต้องการ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ครูถามบทกวีของเธอจะเป็นเช่นไร&lt;br /&gt;บนโลกใบใหม่สืบต่อประสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กับโลกใบเก่าปลุกเร้า ลึกร้าวราน&lt;br /&gt;เมื่อความฝันแสนหวานยังหมองมัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คล้ายยังไม่เห็นว่ากวีชี้ชีวิต&lt;br /&gt;บางคำโลกตราถูกผิดกับดีชั่ว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ริมทางผ่านกล่าวขานความหวาดกลัว&lt;br /&gt;จะแหวกทางจนเกินตัวก็หวาดระแวง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ในความมืดของรัตติกาล&lt;br /&gt;เมื่อลองท่องทะยานไปสู่แสง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยคำงามฉุดเร่งเต็มเรี่ยวแรง&lt;br /&gt;วิญญาณได้สำแดงเดชฤทธิ์กวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก่อร่างสร้างความหมายใหม่&lt;br /&gt;เริงร่าด้วยกำลังใจทอดท่องวิถี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้อยคำที่หล่นจากปลายลิ้นยินดี&lt;br /&gt;คำที่เติมจนเต็มมีญาณปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เก็บดอกไม้แรกแย้มบานวัยหวานชื่น&lt;br /&gt;จะให้วันคืนผ่านไปอย่างไร้ค่า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หรือจะรีบฉกฉวยวันเวลา&lt;br /&gt;และพร้อมเผชิญหน้ากับความจริง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถ้อยคำน้อมนำสู่ส่วนลึกของหัวใจ&lt;br /&gt;ที่ความฝันยิ่งใหญ่กว่าบางสิ่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กว่าความคิดบางส่วนซึ่งถูกฉกชิง&lt;br /&gt;จากมายาการที่หยุดนิ่งดั่งความตาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กวีไม่ได้บอกให้เป็นกวี&lt;br /&gt;แต่กวีมีหนทางอันหลากหลาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;กวีคือสีสันอันพร่างพราย&lt;br /&gt;พาไปค้นความหมายแห่งชีวิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเพียงเสี้ยวหนึ่งแห่งการค้นพบ&lt;br /&gt;ก็ประสานบรรจบภาวะจิต&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เห็นรอยต่อของวิญญาณกับความคิด&lt;br /&gt;ก็เห็นสิทธิ์ในเส้นทางอันเสรี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นเสรีที่มิใช่การลุ่มหลง&lt;br /&gt;แต่คือความมั่นคงอันแย้มคลี่&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เป็นดอกไม้ที่บานด้วยความดี&lt;br /&gt;เป็นเสี้ยวแสงแสนสีอันเบิกบาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ท่านสุภาพสตรีและท่านสุภาพบุรุษ&lt;br /&gt;นี่ก็ยังไม่สิ้นสุดการสืบสาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;หากยังต้องสร้างสรรค์แรงบันดาล&lt;br /&gt;เพื่อสืบต่อปัญญาญาณด้วยบทกวี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-3866938983874101400?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/3866938983874101400/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_5444.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/3866938983874101400'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/3866938983874101400'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_5444.html' title='เมื่อได้ฟังถ้อยคำของกวี'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SmwBWUW_HMI/AAAAAAAAACE/tq5xhs3-3lM/s72-c/IMG0235A.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-6190721526476951188</id><published>2009-07-25T22:25:00.001-07:00</published><updated>2009-08-04T19:02:10.859-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='ธนัญธร เปรมใจชื่น'/><title type='text'>มนตราแห่งการฟื้นพลัง</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SnjoFOqxjRI/AAAAAAAAAFw/MzUorys0kG8/s1600-h/1143177987.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 320px; height: 214px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SnjoFOqxjRI/AAAAAAAAAFw/MzUorys0kG8/s320/1143177987.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5366294132546440466" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;div style="text-align: center;"&gt;มนตราแห่งการฟื้นพลัง    &lt;br /&gt;เขียนโดย ธนัญธร เปรมใจชื่น  &lt;br /&gt;อังคาร, 06 มกราคม 2009&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยาม เช้าท่ามกลางแสงที่ยังอ่อนโยนของดวงตะวัน ฉันชะโงกหน้าไปดูบรรยายกาศรอบๆ บ้านจากหัวเตียงนอน ความสดชื่นของอากาศหลังฝนในค่ำคืนที่ผ่านมาโชยกลิ่นดินที่ชื้นแฉะจากสวนกลาง หมู่บ้านเข้ามาปะทะใบหน้า ช่วยผ่อนปรนความหนักอึ้งในจิตใจที่ฉันแบกมาขบคิดอย่างหนักตลอดคืนที่ผ่านมา&lt;br /&gt;ยามเช้าท่ามกลางแสงที่ยังอ่อนโยนของดวงตะวัน ฉันชะโงกหน้าไปดูบรรยายกาศรอบๆ บ้านจากหัวเตียงนอน ความสดชื่นของอากาศหลังฝนในค่ำคืนที่ผ่านมาโชยกลิ่นดินที่ชื้นแฉะจากสวนกลาง หมู่บ้านเข้ามาปะทะใบหน้า ช่วยผ่อนปรนความหนักอึ้งในจิตใจที่ฉันแบกมาขบคิดอย่างหนักตลอดคืนที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;บ่อย ครั้งเหลือเกินที่เราปล่อยให้ความคิดเล่นงานจิตใจเรา ไม่ว่าจากเรื่องราวใด จนพลังชีวิตถดถอย บางทีอาจจะเลยเถิดไปไกลเกินกว่าความเป็นจริงของเรื่องราว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แม้เจ้าสติจะคอยเตือนย้ำอยู่ภายในว่า “มันมากไปแล้วนะ” หรือ “หยุดได้แล้วนะ” แต่ในไม่ช้ามันก็จะวนกลับมาอีก ราวกับมันรอท่าเราอยู่ในทุกๆ มุมของบ้าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความสดชื่นของบรรยากาศที่ รายล้อม เอื้อให้เกิดความผ่อนคลายขึ้น ยามที่หยุดมองสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น ด้วยดวงตาที่ตื่น แล้วเรื่องราวดีๆ จากที่เคยได้รับรู้มาเกี่ยวกับ “ฮิปโปโน โปโน” ก็ผุดพรายขึ้นในความคำนึง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฮิปโป โน โปโน เป็นศาสตร์การรักษาเยียวยาของชาวพื้นเมืองในฮาวาย ซึ่งถูกขยายเผยแพร่มากขึ้นโดยจิตแพทย์ท่านหนึ่ง ผู้เข้าไปทำงานในโรงพยาบาลสำหรับนักโทษที่ป่วยทางจิตในฮาวาย ทั้งๆ ที่รู้ดีว่าโรงพยาบาลแห่งนี้มีผู้ป่วยที่เป็นนักโทษจำนวนมาก และยังสร้างความหวาดผวาแก่เจ้าหน้าที่ที่คอยดูแล จนหลายคนเริ่มป่วยและขอลาออกไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;สิ่งที่คุณหมอทำได้สร้างความอัศจรรย์ แก่ทั้งเจ้าหน้าที่เพื่อนร่วมงาน และบุคคลภายนอกมาก เพราะคุณหมอจะตรวจผู้ป่วยผ่านแฟ้มรายงานอาการของพวกเขา แต่ละแฟ้มคุณหมอจะดูถึงสาเหตุที่ทำให้นักโทษเหล่านี้ก่ออาชญากรรมร้ายแรง ขึ้น จากนั้นก็จะกลับเข้ามาดูภายในของตนเอง และเริ่มเยียวยาภายในของตนเอง ด้วยการเข้าไปรับรู้ด้วยความรักในจุดที่ตนมีคล้ายกับผู้ป่วยคนนั้น ซึ่งอาจซ้อนอยู่โดยเราไม่รู้ตัว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ผลปรากฏว่า เจ้าหน้าที่ที่ทำงานร่วม มีสุขภาพจิตดีขึ้น มีอัตราการลาออกน้อยลงมาก และที่สำคัญ นักโทษเหล่านั้นอาการดีขึ้น จนมีนักโทษที่สามารถออกจากโรงพยาบาลไปใช้ชีวิตตามปกติได้ และโรงพยาบาลก็มีผู้ป่วยน้อยลง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เวลา เราเผชิญหน้ากับความผิดปกติของผู้คน เรามักจะมองเขาหรือเธอด้วยความเป็นอื่น ไม่ว่าจะสายตาของความรักหรือความเกลียดชังก็ตามที แต่เขาไม่ใช่เรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ยิ่ง หากเขาหรือเธอทำให้เราทุกข์ ด้วยความโกรธเคือง เสียใจ และบางครั้งรุนแรงจนกลายเป็นอคติของความชิงชัง ที่แทบไร้เหตุผลต่อการประทุทางอารมณ์ของเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันใคร่ครวญอยู่เพียง ครู่ ก็พลิกตัวนอนหงายในท่าศพอาสนะ ผ่อนคลายส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วนำพาตนเองเข้าไปค้นหาพฤติกรรมของเขาที่ฉันไม่ชอบใจที่ภายในตนเอง ครั้นเมื่อพบ ฉันกลับรู้สึกว่ายากเหลือเกินที่จะรักความน่าชังนั้นได้อย่างลึกซึ้ง และจริงแท้ แม้จะเป็นสิ่งที่อยู่ภายในตัวฉันเองนี้ มิใช่ที่เขาหรือใครอื่น อาจเพราะหมักหมมมันมานาน จากการย้ำคิดในช่วงที่ผ่านมา จนมันแข็งตัว ทำให้พลังชีวิตที่มีถูกลดทอน นี่ยิ่งแสดงให้แลเห็นว่า อารมณ์ลบนั้นบั่นทอนพลังชีวิจของเราไปมากเพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ฉันมีมนตราที่คิด ขึ้นเองอยู่บทหนึ่ง ที่ใช้ได้ผลดีเสมอยามพลังชีวิตตก เป็นสัญญาต่อเซลล์ และหน่วยต่าง ๆ ของร่างกายที่ฉันเคยฝึกทำมันขึ้น มนตราในมิติที่เราใช้ศรัทธาจากจิตของเราเข้ามาดูแลตัวเรา ซึ่งแต่ละคนก็จะมีสิ่งนำพายึดเหนี่ยวพลังของตนแตกต่างกันไป บ้างอาจเป็นบทสวดของศาสนาที่ตนนับถือ หรือเครื่องรางที่ตนเคารพ แต่สำหรับฉันมันเป็นคาถาสั้นๆ ที่สร้างจากสิ่งที่มีอิทธิพลต่อตัวฉันเองทางด้านจิตใจ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;... กังสดาลเสียงใส&lt;br /&gt;เปลือกไม้ต่างกัน&lt;br /&gt;ดอกหญ้าบ้านฉัน&lt;br /&gt;ผืนดินอันอุดม ...&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะ เสียงของกังสดาลนั้นช่วยให้ฉันสงบ และยังเป็นเสียงที่ฉันระลึกถึงได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าอยู่ในที่ใด แม้ขณะกำลังเขียนอยู่นี้ ฉันก็ยังสามารถรับรู้เสียงของกังสดาลได้อย่างชัดเจน ในจิตไร้สำนึกที่ถูกเรียกดึงขึ้นมา เปลือกไม้ที่แตกต่างกันนั้นก็เป็นความหลงใหลของตัวฉันเองตั่งแต่ยังอ่อนวัย เปลือกผิวของไม้แต่ละต้นสวยงามในความรู้สึกเสมอ และเมื่อเติบโต เรียนรู้ชีวิตมากขึ้น ฉันก็พบว่าคนเรานั้นก็แตกต่างกันไปด้วยเช่นกัน มันช่วยย้ำให้ตระหนักและน้อมรับในความแตกต่างของผู้คนได้เป็นอย่างดี ส่วนดอกหญ้าหน้าบ้านฉันเองนั้น มันก็เป็นตัวแทนของความสดชื่นร่าเริง ดอกหญ้าที่มีกลีบสีขาวบอบบางน่ารักเหล่านี้ มีดอกใหญ่กว่าดอกหญ้าที่เราอาจคุ้นชิน แต่ในเชียงรายดอกหญ้าแบบนี้ขึ้นอยู่ทั่วไปหลายที่ ฉันไม่รู้หรอกว่า จริงๆ แล้วมันเป็นสายพันธุ์อะไร แต่ฉันก็เรียนมันอย่างเก๋ไก๋ว่า “Wind flowers of love”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และสิ่งสุดท้ายที่ฉันเลือกมาสร้างพลังชีวิตของตนคือ ผืนแผ่นดินอันอุดม ก็จะมีดวงจิตใดเปี่ยมไปด้วยเมตตาเทียบเท่าผืนแผ่นดิน และฉันปรารถนาให้ความเป็นผืนดินดำรงอยู่ในจิตตน เพื่อจะสามารถหล่อเลี้ยงชีวิตอื่นๆ ได้ เพราะคราใดที่เราหล่อเลี้ยงชีวิตอื่นด้วยพลังมากมายเท่าใด ฉันก็พบว่า เราได้รับไม่น้อยไปกว่านั้นเลย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพื่อนรักคนหนึ่ง เธอมีมนตราฟื้นพลังชีวิตของเธอเช่นกัน คือ “แสดสดใส ปลาแหวกว่ายที่ใจกลางโลก” ฉันไม่รู้หรอกว่ามันหมายถึงอะไร แต่มีครั้งหนึ่งที่เธอป่วยหนักมาก และเธอเป็นลมหมดสติไป ฉันไม่ได้ทำอะไรนอกจากท่องบทพลังชีวิตของเธอซ้ำๆ ข้างๆ เธอ และเธอก็หัวเราะทันทีที่ฟื้นขึ้นมา บอกขอบคุณฉัน และบอกว่าเธอได้ยินเสียงท่องมนต์ของฉันอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่สามารถพูดหรือตอบโต้ได้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วในยามนี้ ฉันก็กำลังท่องบทพลังชีวิตของฉันเองในใจ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า อย่างสงบ จนรู้สึกเหมือนกับว่าทั้งร่างกายมันท่องไปด้วยกันทั้งหมด ฉันระลึกถึงความน่าชังในตนเองนั้นอีกครั้ง เสียงนุ่มๆ ที่แสนอบอุ่นเคลื่อนออกมาอย่างแผ่วเบา ซ้ำๆ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;“ขอโทษ ขอโทษนะ ฉันรักเธอเหลือเกิน ฉันขอโทษจริงๆ”&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ใน ขณะนั้น ฉันเองไม่แน่ใจนักว่า เขา ผู้ที่ฉันเคยขุ่นเคืองนั้นจะรู้สึกอย่างไร เขาจะออกจากความทุกข์เช่นเดียวกับฉันหรือไม่ เพราะในยามที่ความโกรธ หรือความขุ่นเคืองใจเข้าครอบงำ เจ้าตัวทุกข์ก็ออกมาโลดเต้นอย่างไร้ท่วงทำนอง จะอย่างไรก็ตาม ในขณะที่ท่องมนตราอยู่นั้น ฉันเริ่มรู้สึกดีกับตนเอง และสัมผัสได้ ถึงพลังดีๆ ที่ขับเคลื่อนอยู่ภายในของตนเอง ฉันยังคงเข้าไปดูแลภายในตนเอง ไปบอกรักความน่าชังของตน ตลอดหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มัน ช่างน่าอัศจรรย์เหลือเกิน ที่ดูเหมือนสิ่งต่างๆ ก็จะคลี่คลายไปในทางที่ดี ฉันและผู้ที่ฉันขุ่นเคืองนั้นเริ่มพูดคุยกันได้มากขึ้น แม้จะยังไม่สนิทสนมนัก แต่ราวกับระหว่างเราไม่เหลือความชิงชังอยู่เลย เป็นแต่เพียงว่า เราจะเริ่มอย่างไรดี ในการสานความสัมพันธ์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;-------------------------------------&lt;br /&gt;คอลัมน์ ณ พรมแดนแห่งความรู้ โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๐&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-6190721526476951188?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/6190721526476951188/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_25.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6190721526476951188'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/6190721526476951188'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post_25.html' title='มนตราแห่งการฟื้นพลัง'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/SnjoFOqxjRI/AAAAAAAAAFw/MzUorys0kG8/s72-c/1143177987.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-6455936556105106364.post-7959800164596390439</id><published>2009-07-25T21:57:00.000-07:00</published><updated>2009-07-25T22:22:48.505-07:00</updated><category scheme='http://www.blogger.com/atom/ns#' term='อภิชาติ ไสวดี'/><title type='text'>ทางที่ต้องพานพบ</title><content type='html'>&lt;div style="text-align: center;"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smvmmkl0h0I/AAAAAAAAABw/eS7ULMqkck4/s1600-h/512214.jpg"&gt;&lt;img style="margin: 0px auto 10px; display: block; text-align: center; cursor: pointer; width: 240px; height: 320px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smvmmkl0h0I/AAAAAAAAABw/eS7ULMqkck4/s320/512214.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5362633331646433090" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;ทางที่ต้องพานพบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ทางที่ดีมักไม่ใช่ทางที่เย้ายวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทางที่คอยเชิญชวนส่วนใหญ่ร้าย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มันอาจดูงดงามด้วยกลอุบาย&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แต่ทั้งหมดความหมายเพียงเสพสำราญ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมันมักเริ่มต้นด้วยสุข&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีความทุกข์เป็นที่สุดเมื่อก้าวผ่าน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และเป็นหายนะชั่วกาลนาน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ถึงมันยังคล้ายแสนหวานก็ตามที&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;อย่างไรได้ผู้คนต่างชอบทางนั้น&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ดินแดนที่เสกสรรด้วยแสนสี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;วิจิตรอลังการจรดฟ้า-ปฐพี&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;แล้วก็เชื่อว่านั่นดีที่สุดสำหรับเรา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เพราะทางที่ทรงค่าไม่เย้ายวน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เมื่อเดินอยู่บนความผันผวนปนเศร้า&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;มีสุขอยู่บ้างจากเมื่อยังเยาว์&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค่อยเรียนรู้พบความโง่เขลาในวันเวลา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ว่ากันว่าทุกข์ทำเราแกร่ง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ค้นพบความเมื่อขัดแย้งเผชิญปัญหา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ความขาดพร่องก่อร่างต่อปัญญา&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และมันเต็มคุณค่าเมื่อผ่านไป&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;เราจะเลือกทางใดเพื่อออกเดินทาง&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ด้วยหัวใจที่เปราะบางประคองไว้&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;ก้าวต่อก้าวเหนื่อยยากอยู่เพียงใด&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;และไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ต้องพานพบ&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;/div&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/6455936556105106364-7959800164596390439?l=khongkwan-story.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/feeds/7959800164596390439/comments/default' title='ส่งความคิดเห็น'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post.html#comment-form' title='0 ความคิดเห็น'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/7959800164596390439'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/6455936556105106364/posts/default/7959800164596390439'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://khongkwan-story.blogspot.com/2009/07/blog-post.html' title='ทางที่ต้องพานพบ'/><author><name>ของขวัญบทความ</name><uri>http://www.blogger.com/profile/00176748403819542263</uri><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='32' height='32' src='http://3.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Snps0Qy1vQI/AAAAAAAAAGE/6RY1x_Ywpvk/S220/khongkwanlogo.jpg'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_pj95soHHdEA/Smvmmkl0h0I/AAAAAAAAABw/eS7ULMqkck4/s72-c/512214.jpg' height='72' width='72'/><thr:total>0</thr:total></entry></feed>
